คำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการ คดีเลขที่ อ.ต ๐๑๐๖๖๘๐๐๑/๒๕๖๙

คดีเลขที่ อ.ต ๐๑๐๖๖๘๐๐๑/๒๕๖๙
ความระหว่าง
นายวุฒิกร ผู้เรียกร้อง
นายศุภฤกษ์ ผู้คัดค้านที่ ๑
นายสิทธิศักดิ์ ผู้คัดค้านที่ ๒
เรื่อง ข้อพิพาทความผิดสัญญาซื้อขายดาวน์และโอนสิทธิการเช่าซื้อรถยนต์
ข้าพเจ้านายศุภชาติ ตันติผล ในฐานะอนุญาโตตุลาการ ได้รับการแต่งตั้งตามสัญญาให้เป็นผู้ชี้ขาดข้อพิพาท ได้พิจารณาข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และคำให้การของคู่กรณีทั้งสองฝ่าย ตลอดจนพยานบุคคลและพยานเอกสารที่เกี่ยวข้อง สิ้นกระแสความแล้ว จึงมีคำวินิจฉัยในประเด็นข้อกฎหมายเบื้องต้นอันเป็นสาระสำคัญ ดังต่อไปนี้
ประเด็นวินิจฉัยที่ ๑: สัญญาซื้อขายดาวน์และโอนสิทธิเช่าซื้อ ตกเป็นโมฆะหรือไม่ เนื่องจากผู้เรียกร้องมิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในขณะทำสัญญา
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่า ผู้เรียกร้องซึ่งเป็นเพียงผู้เช่าซื้อจากบริษัทไฟแนนซ์และยังมิได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์โดยสมบูรณ์ มีอำนาจนำรถยนต์คันพิพาทมาทำสัญญาให้ผู้คัดค้านเช่าซื้อช่วงหรือรับโอนสิทธิได้หรือไม่ และสัญญาระหว่างคู่กรณีมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า แม้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๒ จะบัญญัติว่า เช่าซื้อ คือ สัญญาซึ่ง "เจ้าของ" เอาทรัพย์สินออกให้เช่าและให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้น หรือว่าจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่า โดยเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้คราว แต่คำว่า "เจ้าของ" ในบทบัญญัติดังกล่าว มิได้หมายความเฉพาะเจาะจงถึงผู้ที่มีกรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์ในขณะทำสัญญาเท่านั้น แต่ให้หมายความรวมถึง "ผู้ที่จะมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินในอนาคตโดยชอบ" ด้วย
ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า ผู้เรียกร้องได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทมาจาก บริษัท ฮอนด้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด โดยมีเจตนาครอบครองใช้สอยรถยนต์อย่างเจ้าของ และมีสิทธิที่จะได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์เมื่อชำระราคาครบถ้วนตามสัญญาเช่าซื้อเดิม ดังนั้น ผู้เรียกร้องจึงอยู่ในฐานะ "ผู้ที่จะมีกรรมสิทธิ์ในอนาคต" ซึ่งย่อมมีอำนาจนำรถยนต์คันดังกล่าวมาทำสัญญากับผู้คัดค้าน เพื่อส่งมอบสิทธิครอบครองและภาระผูกพันให้แก่ผู้คัดค้านได้
การที่ผู้เรียกร้องทำสัญญาซื้อขายดาวน์และโอนสิทธิให้แก่ผู้คัดค้าน โดยมีเงื่อนไขให้ผู้คัดค้านผ่อนชำระค่างวดต่อจนครบและจะดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ให้ในภายหลังนั้น ถือว่าผู้เรียกร้องกระทำในฐานะผู้มีอำนาจทำสัญญาได้ ขอวินิจฉัยว่า ผู้เช่าซื้อเดิมสามารถโอนสิทธิหรือให้เช่าซื้อช่วงได้ แม้กรรมสิทธิ์ยังเป็นของบริษัทไฟแนนซ์ โดยถือว่าเป็นสัญญาที่สมบูรณ์ ไม่ตกเป็นโมฆะ
ส่วนกรณีที่อาจมีข้อโต้แย้งว่า ในสัญญาเช่าซื้อเดิมระหว่างผู้เรียกร้องกับบริษัทไฟแนนซ์ มีข้อห้ามมิให้โอนสิทธิหรือนำไปให้เช่าช่วง และผู้เรียกร้องมิได้แจ้งให้บริษัทไฟแนนซ์ทราบนั้น เห็นว่า ข้อกำหนดดังกล่าวมิใช่ข้อจำกัดสิทธิห้ามมิให้ผู้เรียกร้องทำสัญญากับบุคคลอื่น ผู้เรียกร้องจึงมีอำนาจทำสัญญาได้เองโดยไม่ถูกจำกัดสิทธิ แม้ผู้เรียกร้องจะมิได้แจ้งให้บริษัทไฟแนนซ์ทราบ หรือบริษัทไฟแนนซ์ยังมิได้ให้ความยินยอม ก็เป็นเรื่องความรับผิดทางแพ่งระหว่างผู้เรียกร้องกับบริษัทไฟแนนซ์ที่จะไปว่ากล่าวกันเอง ไม่มีผลทำให้สัญญาซื้อขายดาวน์และโอนสิทธิระหว่างผู้เรียกร้องกับผู้คัดค้านตกเป็นโมฆะแต่อย่างใด
วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นที่ ๑: สัญญาซื้อขายดาวน์และโอนสิทธิเช่าซื้อรถยนต์ระหว่างผู้เรียกร้องกับผู้คัดค้านทั้งสอง เป็นนิติกรรมที่มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายทุกประการ ไม่ตกเป็นโมฆะ ผู้คัดค้านทั้งสองจึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสัญญาและรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น
ประเด็นวินิจฉัยที่ ๒: ผู้เรียกร้องมีอำนาจดำเนินคดีในฐานะ "ผู้เสียหาย" หรือไม่ แม้สัญญาเช่าซื้อเดิมจะมีข้อห้ามโอนสิทธิ
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า การที่สัญญาเช่าซื้อเดิมระหว่างผู้เรียกร้องกับบริษัทไฟแนนซ์ มีข้อสัญญาห้ามมิให้ผู้เช่าซื้อนำรถยนต์ไปจำหน่ายหรือโอนสิทธิให้แก่บุคคลอื่น จะส่งผลให้ผู้เรียกร้องขาดความเป็นผู้เสียหาย และไม่มีอำนาจฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้คัดค้านฐานฉ้อโกงหรือยักยอกทรัพย์ หรือเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง หรือไม่
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า แม้ในสัญญาเช่าซื้อเดิมระหว่างผู้เรียกร้องกับ บริษัท ฮอนด้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด จะมีข้อกำหนดห้ามมิให้ผู้เช่าซื้อนำรถยนต์ไปจำหน่าย จ่าย โอน หรือให้เช่าช่วงแก่บุคคลอื่นก็ตาม แต่ข้อกำหนดดังกล่าวเป็นเพียงนิติสัมพันธ์ในทางแพ่งระหว่างผู้ให้เช่าซื้อ (บริษัทไฟแนนซ์) กับผู้เช่าซื้อ (ผู้เรียกร้อง) เท่านั้น ซึ่งหากมีการฝ่าฝืน คู่สัญญาเดิมก็ต้องไปว่ากล่าวเรียกค่าเสียหายกันเอง หาได้เป็นเหตุให้ผู้คัดค้านมีสิทธิที่จะกระทำการทุจริตต่อผู้เรียกร้องไม่
ข้อเท็จจริงปรากฏชัดแจ้งว่า ขณะเกิดเหตุ ผู้เรียกร้องเป็นผู้ครอบครองและใช้ประโยชน์ในรถยนต์คันพิพาทโดยชอบธรรมในฐานะผู้เช่าซื้อ การที่ผู้คัดค้านทั้งสองได้ร่วมกันแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงเพื่อหลอกลวงเอารถยนต์ไปจากการครอบครองของผู้เรียกร้อง โดยอ้างว่าจะนำไปใช้งานเองแต่กลับนำไปส่งมอบให้บุคคลอื่น หรือนำไปดัดแปลงสภาพและปิดกั้นสัญญาณติดตามตัวรถ ถือเป็นการกระทำละเมิดต่อสิทธิครอบครองของผู้เรียกร้องโดยตรง
จึงขอวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวนี้ว่าแม้ตามสัญญาเช่าซื้อจะมีข้อสัญญาห้ามมิให้ผู้เช่าซื้อนำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปจำหน่ายให้แก่บุคคลอื่นก็ตาม ก็เป็นเรื่องระหว่างผู้ให้เช่าซื้อกับผู้เสียหายซึ่งจะต้องไปว่ากล่าวกันอีกส่วนหนึ่ง เมื่อผู้คัดค้านร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายให้ขายดาวน์รถยนต์แก่ตน การกระทำของผู้คัดค้านจึงเป็นการกระทำต่อผู้เสียหายโดยตรง โดยผู้เสียหายไม่ได้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดด้วย อีกทั้งขณะเกิดเหตุผู้เสียหายเป็นผู้ครอบครองและใช้ประโยชน์จากรถยนต์คันดังกล่าวในฐานะผู้เช่าซื้อ จึงเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย มีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่ผู้คัดค้านได้
ดังนั้น ข้อต่อสู้ของผู้คัดค้านที่อ้างว่าผู้เรียกร้องทำผิดสัญญาเช่าซื้อเดิม จึงไม่มีอำนาจมาฟ้องร้องหรือเรียกร้องค่าเสียหายจากตนนั้น เป็นข้อต่อสู้ที่ฟังไม่ขึ้น เพราะการกระทำของผู้คัดค้านเป็นการประทุษร้ายต่อสิทธิครอบครองและทรัพย์สินของผู้เรียกร้องโดยตรง
วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นที่ ๒: ผู้เรียกร้องมีสถานะเป็น "ผู้เสียหาย" โดยชอบด้วยกฎหมาย มีอำนาจเต็มในการฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาและเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนทางแพ่งจากผู้คัดค้านทั้งสองได้ แม้สัญญาเช่าซื้อเดิมจะมีข้อจำกัดสิทธิการโอนไว้ก็ตาม
ประเด็นวินิจฉัยที่ ๓: ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อและสัญญาซื้อขายสิทธิ หรือไม่
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประเด็นนี้มีว่า การกระทำของผู้คัดค้านที่ ๑ และผู้คัดค้านที่ ๒ ถือเป็นการผิดสัญญาในข้อสาระสำคัญที่เป็นเหตุให้สัญญาเลิกกัน หรือไม่
พิเคราะห์พยานหลักฐานจากบันทึกการสนทนา ข้อมูลพิกัดดาวเทียม บันทึกเสียง และพฤติการณ์แวดล้อมแห่งคดี เห็นว่า สัญญาซื้อขายสิทธิและโอนการครอบครองรถยนต์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์สำคัญอยู่ที่ "คุณสมบัติของผู้เช่าซื้อช่วง" และ "หน้าที่ในการครอบครองทรัพย์สิน" โดยมีข้อตกลงห้ามมิให้ผู้คัดค้านนำรถยนต์ไปจำหน่าย จ่าย โอน จำนำ หรือส่งมอบการครอบครองให้แก่บุคคลภายนอกโดยปราศจากความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้เรียกร้อง
จากการไต่สวนข้อเท็จจริง ปรากฏพฤติการณ์ที่ฟังเป็นยุติได้ว่า ผู้คัดค้านทั้งสองได้กระทำผิดสัญญาในสาระสำคัญอย่างร้ายแรง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
๓.๑ การส่งมอบการครอบครองให้บุคคลภายนอกโดยทุจริต
ข้อเท็จจริงปรากฏชัดแจ้งว่า นับตั้งแต่วันที่ ๒ กันยายน ๒๕๖๘ รถยนต์คันพิพาทได้จอดสนิทนิ่งและสัญญาณพิกัดดาวเทียมได้ขาดหายไป ณ อาคารชุดพักอาศัยแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๖๘ เมื่อรถยนต์ถูกนำไปที่ศูนย์บริการฮอนด้า พาราไดซ์ จังหวัดเชียงใหม่ ปรากฏว่าผู้ครอบครองรถยนต์และนำรถเข้าซ่อม มิใช่ผู้คัดค้านที่ ๑ หรือผู้คัดค้านที่ ๒ แต่เป็นบุคคลภายนอก ไม่ทราบชื่อจริงนามสกุลจริงได้แจ้งชื่อเล่นเอาไว้ ชื่อ เอส ซึ่งผู้คัดค้านที่ ๑ อ้างว่าเป็นรุ่นพี่ที่ฝากรถไว้ แต่กลับไม่สามารถระบุชื่อจริงและนามสกุลจริงได้ในขณะเกิดเหตุ ซึ่งขัดต่อวิสัยของวิญญูชนเจ้าของทรัพย์ที่จะมอบทรัพย์สินมูลค่าสูงให้แก่บุคคลที่ไม่รู้จักข้อมูลส่วนบุคคลอย่างถ่องแท้ครอบครอง อีกทั้งต่อมาในวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๘ ได้ปรากฏบุคคลภายนอกได้โทรศัพท์เข้ามาข่มขู่ศูนย์บริการและแสดงตนเสมือนเป็นผู้มีสิทธิเหนือรถยนต์ พฤติการณ์เหล่านี้บ่งชี้อย่างชัดเจนว่า ผู้คัดค้านทั้งสองได้โอนสิทธิการครอบครองรถยนต์ไปให้แก่กลุ่มทุนหรือบุคคลที่สามในลักษณะการจอดหรือขายต่อโดยมิชอบแล้วตั้งแต่วันที่ ๒ กันยายน ๒๕๖๘ อันเป็นการละเมิดข้อตกลงในสัญญาที่ห้ามเปลี่ยนมือผู้ครอบครองอย่างชัดแจ้ง
๓.๒ การใช้อุปกรณ์รบกวนสัญญาณคลื่นความถี่ เพื่อปิดบังอำพราง
รับฟังได้ว่า ในวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๖๘ ขณะที่มีการเคลื่อนย้ายรถยนต์ ระบบติดตามพิกัดดาวเทียมของผู้เรียกร้องตรวจพบความผิดปกติ โดยมีการแจ้งเตือนว่ามีการติดเครื่องยนต์แต่ไม่สามารถระบุพิกัดที่เป็นปัจจุบันได้ เนื่องจากมีการใช้ "อุปกรณ์ตัดสัญญาณหรือรบกวนสัญญาณคลื่นความถี่" ซึ่งเป็นอุปกรณ์ทางเทคนิคที่วิญญูชนผู้สุจริตไม่มีความจำเป็นต้องนำมาใช้กับรถยนต์ที่ตนใช้งานตามปกติ การกระทำนี้แสดงถึงเจตนาทุจริตพิเศษของผู้ครอบครองในขณะนั้น ที่ประสงค์จะปิดบังเส้นทางการเคลื่อนย้ายรถยนต์มิให้ผู้เรียกร้องติดตามได้ ซึ่งสอดรับกับข้อเท็จจริงที่ว่ารถยนต์ถูกตัดสัญญาณขาดหายไปเป็นเวลานาน การกระทำดังกล่าวถือเป็นการประทุษร้ายต่อทรัพย์สินและผิดสัญญาในข้อที่ตกลงให้ติดตั้งและดำรงรักษาระบบติดตามไว้
๓.๓ การหลอกลวงและบ่ายเบี่ยงการตรวจสอบสภาพทรัพย์สิน
ผู้คัดค้านทั้งสองมีพฤติการณ์บ่ายเบี่ยงการตรวจสอบทรัพย์สินมาโดยตลอด นับตั้งแต่เดือนตุลาคม ถึงธันวาคม ๒๕๖๘ โดยเมื่อผู้เรียกร้องขอทำการสนทนาผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์แบบเห็นภาพและเสียง เพื่อดูสภาพรถยนต์และยืนยันการครอบครอง ผู้คัดค้านมักอ้างเหตุขัดข้อง เช่น ติดธุระ ป่วย หรือเกิดอุบัติเหตุ เพื่อประวิงเวลา ทั้งที่ความจริงแล้วรถยนต์มิได้อยู่ในความครอบครองของตน แต่อยู่ในความดูแลของบุคคลที่สาม การกล่าวเท็จและปกปิดความจริงเช่นนี้ ถือเป็นการผิดหน้าที่ของผู้ซื้อที่ต้องเปิดเผยข้อมูลและยินยอมให้ตรวจสอบทรัพย์สินตามสัญญา
๓.๔ การชำระหนี้เพื่ออำพรางความผิด
การที่ผู้คัดค้านที่ ๑ ดำเนินการโอนเงินชำระค่างวดเข้ามาเมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๖๘ เวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น "ภายหลัง" จากที่ความจริงปรากฏว่ารถยนต์ถูกจอดทิ้งไว้ที่ศูนย์บริการและผู้เรียกร้องได้เข้าแสดงสิทธิแล้วนั้น มิใช่การชำระหนี้โดยสุจริตเพื่อให้สัญญาดำเนินต่อไป แต่เป็นการกระทำเพื่อกลบเกลื่อนความผิดและสร้างพยานหลักฐานเท็จว่าตนยังคงปฏิบัติตามสัญญา เพื่อหวังผลให้ผู้เรียกร้องส่งมอบรถยนต์คืนให้แก่เครือข่ายของตน การชำระเงินดังกล่าวจึงไม่อาจลบล้างความผิดสัญญาฐานสละการครอบครองรถยนต์ให้บุคคลภายนอกที่สำเร็จไปแล้วก่อนหน้านี้ได้
วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นที่ ๓: ผู้คัดค้านที่ ๑ และผู้คัดค้านที่ ๒ เป็นฝ่ายกระทำผิดสัญญาอย่างร้ายแรง โดยได้ร่วมกันส่งมอบการครอบครองรถยนต์ให้แก่บุคคลภายนอกโดยทุจริต มีเจตนาปิดบังซ่อนเร้นทรัพย์สินด้วยอุปกรณ์รบกวนสัญญาณ และแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อผู้เรียกร้อง ส่งผลให้ผู้เรียกร้องมีสิทธิชอบธรรมตามกฎหมายและสัญญาเลิกกันโดยทันทีและเข้าครอบครองรถยนต์คืนได้ทันที
ประเด็นวินิจฉัยที่ ๔: ผู้เรียกร้องมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและเข้ายึดถือครอบครองรถยนต์กลับคืนทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า หรือไม่
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประเด็นนี้มีว่า การที่ผู้เรียกร้องเข้ายึดถือครอบครองรถยนต์คืนจากศูนย์บริการ เป็นการกระทำที่ชอบด้วยสัญญาและกฎหมาย หรือไม่
พิเคราะห์ข้อเท็จจริงประกอบข้อกฎหมายและข้อสัญญาที่คู่กรณีได้ลงนามตกลงกันไว้ เห็นว่า สัญญาฉบับนี้มิใช่เพียงสัญญาซื้อขายสังหาริมทรัพย์ทั่วไป แต่เป็นสัญญาที่มีเงื่อนไขบังคับก่อนและมีภาระผูกพันต่อเนื่องกับสถาบันการเงิน ซึ่งผู้เรียกร้องในฐานะผู้เช่าซื้อตามสัญญาหลัก ยังคงมีภาระความรับผิดชอบตามกฎหมายต่อบริษัทผู้ให้เช่าซื้อ จนกว่าจะมีการเปลี่ยนสัญญาเช่าซื้อเสร็จสมบูรณ์ ดังนั้น การพิจารณาสิทธิในการบอกเลิกสัญญาและติดตามยึดรถคืน จึงต้องพิจารณาถึง "ความเสี่ยงภัยในทรัพย์สิน" และ "เจตนาของคู่สัญญา" เป็นสำคัญ
จากการไต่สวนข้อเท็จจริง วินิจฉัยได้ดังนี้
๔.๑ สิทธิในการบอกเลิกสัญญาโดยอัตโนมัติตามข้อตกลง
ตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาโอนสิทธิที่ทำขึ้นระหว่างคู่กรณี ได้ระบุเงื่อนไขอันเป็นสาระสำคัญไว้ชัดเจนว่า หากผู้คัดค้านนำรถยนต์ไปจำนำ จำหน่าย จ่าย โอน หรือส่งมอบการครอบครองให้แก่บุคคลภายนอกโดยมิได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้เรียกร้อง ให้ถือว่าสัญญาเป็นอันเลิกกันทันทีโดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้า
เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในประเด็นที่ ๓ แล้วว่า ผู้คัดค้านที่ ๑ และผู้คัดค้านที่ ๒ ได้ส่งมอบรถยนต์ให้แก่บุคคลที่สามครอบครองดูแลแทนตน และมีการนำรถยนต์ไปจอดทิ้งไว้ ณ อาคารชุดพักอาศัยที่จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่เดือนกันยายน ๒๕๖๘ อันเป็นการผิดสัญญาในข้อสาระสำคัญ ดังนั้น ความสัมพันธ์ทางนิติกรรมระหว่างผู้เรียกร้องกับผู้คัดค้าน จึงถือว่าสิ้นสุดลงโดยผลของสัญญา นับตั้งแต่เวลาที่ผู้คัดค้านได้สละการครอบครองรถยนต์ให้แก่บุคคลภายนอก การที่ผู้เรียกร้องเข้าครอบครองรถยนต์คืนในวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๖๘ จึงเป็นการกระทำภายหลังจากที่สัญญาได้เลิกกันแล้วโดยสมบูรณ์ ผู้เรียกร้องจึงมีอำนาจกระทำได้โดยชอบ
๔.๒ เหตุฉุกเฉินและความจำเป็นในการป้องปัดภัยพิบัติแห่งทรัพย์
การที่ระบบติดตามพิกัดดาวเทียมของผู้เรียกร้อง ตรวจพบสัญญาณแจ้งเตือนการตัดสัญญาณ หรือ "การรบกวนสัญญาณคลื่นความถี่" ในวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๖๘ นั้น ในทางวิญญูชนและเจ้าของทรัพย์สินย่อมเล็งเห็นได้ว่า เป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงภัยอันตรายที่ใกล้จะถึงต่อกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ กล่าวคือ มีความเป็นไปได้สูงที่รถยนต์กำลังจะถูกลักลอบนำออกนอกราชอาณาจักร หรือถูกนำไปชำแหละแยกชิ้นส่วน หรือถูกนำไปจำหน่ายในตลาดมืด ซึ่งหากผู้เรียกร้องไม่ดำเนินการระงับยับยั้ง หรือเข้ายึดถือครอบครองรถยนต์กลับคืนในทันที ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงและไม่อาจแก้ไขเยียวยาได้ในภายหลัง
ดังนั้น การที่ผู้เรียกร้องประสานงานกับศูนย์บริการเพื่อเข้าตรวจสอบและรับรถยนต์กลับคืน จึงเป็นการใช้สิทธิ "ป้องกัน" ตามสมควรแก่เหตุ เพื่อรักษาทรัพย์สินที่ตนเองยังมีภาระผูกพันตามกฎหมายกับสถาบันการเงิน หาใช่การกระทำโดยพลการหรือเกินกว่าเหตุไม่
๔.๓ ผู้คัดค้านไม่มีอำนาจโต้แย้งเนื่องจากสละการครอบครองไปก่อนแล้ว
ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในวันที่ผู้เรียกร้องเข้าติตตามรถยนต์คืน ณ ศูนย์บริการฮอนด้า พาราไดซ์ จังหวัดเชียงใหม่ นั้น ผู้คัดค้านทั้งสองมิได้เป็นผู้นำรถยนต์เข้าศูนย์บริการด้วยตนเอง และมิได้อยู่ ณ สถานที่ดังกล่าว แต่กลับเป็นบุคคลภายนอกเป็นผู้ครอบครองรถยนต์อยู่ พฤติการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า ผู้คัดค้านได้ "สละการครอบครอง" รถยนต์ไปโดยปริยายแล้วก่อนหน้านั้น การที่ผู้เรียกร้องซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อที่มีชื่อในเล่มทะเบียนและมีสิทธิตามกฎหมาย เข้าไปแสดงตนต่อศูนย์บริการเพื่อรับทรัพย์สินคืนจากบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่คู่สัญญา จึงเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์คืนจากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ ซึ่งศูนย์บริการได้ส่งมอบรถให้แก่ผู้เรียกร้องก็ด้วยเห็นชอบตามหลักฐานทางทะเบียนที่ถูกต้อง
ส่วนข้ออ้างของผู้คัดค้านที่ว่า ตนได้ชำระเงินค่างวดเข้ามาในวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๖๘ เพื่อขอให้สัญญาดำเนินต่อไปนั้น ฟังไม่ขึ้น เนื่องจากสัญญาได้เลิกกันไปแล้วจากการกระทำผิดสัญญาเรื่องการครอบครองรถยนต์ การชำระเงินในภายหลังไม่สามารถรื้อฟื้นสัญญาที่สิ้นสุดลงไปแล้วให้กลับมามีผลบังคับใหม่ได้ หากปราศจากความยินยอมพร้อมใจของผู้เรียกร้อง
วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นที่ ๔: ผู้เรียกร้องมีสิทธิโดยชอบธรรมทั้งตามสัญญาและตามหลักกฎหมาย ในการบอกเลิกสัญญาและติดตามยึดถือครอบครองรถยนต์กลับคืนได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า เนื่องจากการกระทำของผู้คัดค้านเป็นการผิดสัญญาในข้อสาระสำคัญที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงภัยร้ายแรงต่อทรัพย์สิน และสัญญาได้ระงับสิ้นไปแล้วนับตั้งแต่ผู้คัดค้านส่งมอบการครอบครองให้แก่บุคคลภายนอกโดยทุจริต
ประเด็นวินิจฉัยที่ ๕: ผู้เรียกร้องมีสิทธิริบเงินดาวน์และเงินค่างวดที่ชำระมาแล้วทั้งหมด รวมถึงมีสิทธิในอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ หรือไม่ และผู้คัดค้านมีสิทธิเรียกร้องเงินหรือทรัพย์สินคืน หรือไม่
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประเด็นนี้มีว่า เงินจำนวนต่างๆ ที่ผู้คัดค้านได้ชำระให้แก่ผู้เรียกร้อง และอุปกรณ์ตกแต่งที่ผู้คัดค้านนำมาติดตั้งไว้ที่ตัวรถยนต์ จะตกเป็นสิทธิของผู้ใด และผู้คัดค้านมีสิทธิขอคืนหรือไม่
พิเคราะห์ถึงความรับผิดในทางแพ่งและความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการผิดสัญญาเช่าซื้อและการโอนสิทธิ ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการวินิจฉัยในประเด็นก่อนหน้านี้แล้ว เห็นควรวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องทรัพย์สินและหนี้สิน ดังนี้
๕.๑ สิทธิในการริบเงินดาวน์และเงินค่างวดทั้งหมด
ตามหลักกฎหมายและจารีตประเพณีทางการค้าในการเช่าซื้อและโอนสิทธิ เงินดาวน์และเงินค่างวดที่ผู้คัดค้านทั้งสองได้ชำระให้แก่ผู้เรียกร้องหรือนายหน้านั้น ถือเป็น "ค่าตอบแทนการใช้ทรัพย์" และ "หลักประกันความเสียหาย" ในระหว่างที่ผู้คัดค้านครอบครองและใช้ประโยชน์จากรถยนต์
เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านเป็นฝ่ายผิดสัญญาด้วยการส่งมอบรถยนต์ให้บุคคลภายนอกครอบครองและปิดบังอำพรางสถานที่จอดรถ อันเป็นการกระทำละเมิดต่อทรัพย์สินและสัญญา ส่งผลให้ผู้เรียกร้องต้องเสียเวลา เสียค่าใช้จ่ายในการติดตาม และต้องรับภาระความเสี่ยงภัยที่รถยนต์อาจสูญหายหรือถูกยักยอกไปอย่างถาวร ดังนั้น บรรดาเงินทั้งปวงที่ผู้คัดค้านได้ชำระมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเงินดาวน์ เงินค่างวดรายเดือน หรือเงินที่อ้างว่าเป็นค่าดำเนินการล่วงหน้า ย่อมตกเป็นสิทธิของผู้เรียกร้องที่จะทำการ "ริบ" เพื่อชดเชยค่าเสียหาย ค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ และค่าเสื่อมราคาของรถยนต์ที่เกิดขึ้นจากการกระทำของผู้คัดค้าน
ข้ออ้างของผู้คัดค้านที่เรียกร้องขอคืนเงินบางส่วน โดยอ้างความจำเป็นทางการเงินหรืออ้างว่าตนไม่ได้มีเจตนาทุจริตนั้น ฟังไม่ขึ้น เนื่องจากการผิดสัญญาในข้อสาระสำคัญดังกล่าว ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เรียกร้องเกินกว่าจำนวนเงินที่ได้รับชำระมาแล้ว จึงให้ยกคำร้องขอคืนเงินของผู้คัดค้าน
๕.๒ สิทธิในอุปกรณ์ตกแต่งและชิ้นส่วนดัดแปลงสภาพรถยนต์
ประเด็นข้อพิพาทเรื่องอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงว่า ในระหว่างที่รถยนต์อยู่ในความครอบครองของกลุ่มผู้คัดค้าน ได้มีการดัดแปลงสภาพรถยนต์โดยพลการ อาทิ การเปลี่ยนล้อแม็ก การติดตั้งชุดแต่งรอบคัน การติดสติ๊กเกอร์ลายพิเศษ หรือการติดตั้งอุปกรณ์เสริมอื่นๆ โดยที่ผู้เรียกร้องมิได้ให้ความยินยอม
วินิจฉัยว่า:
๑. การดัดแปลงทรัพย์สินโดยมิชอบ: การที่ผู้คัดค้านนำรถยนต์ไปดัดแปลงสภาพ ถือเป็นการกระทำที่ทำให้ทรัพย์สินเดิมเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งตามสัญญาเช่าซื้อ ผู้ครอบครองมีหน้าที่ต้องดูแลรักษาทรัพย์สินให้คงสภาพเดิม การดัดแปลงดังกล่าวถือเป็นการละเมิดสิทธิของเจ้าของทรัพย์
๒. ส่วนควบของทรัพย์: อุปกรณ์ตกแต่งต่างๆ ที่ผู้คัดค้านหรือบริวารได้นำมาติดตั้งเข้ากับตัวรถยนต์นั้น เมื่อได้มีการยึดติดตรึงตราเข้ากับตัวรถจนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแล้ว ในทางกฎหมายถือว่าเป็น "ส่วนควบ" ของรถยนต์ ซึ่งย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของทรัพย์ประธาน (คือรถยนต์ของผู้เรียกร้อง) โดยทันที
๓. ค่าเสียหายจากการทำให้เสียทรัพย์: การที่ผู้คัดค้านเรียกร้องจะขอถอดอุปกรณ์ตกแต่งคืน โดยอ้างว่าจะนำอะไหล่เดิมมาใส่คืนให้นั้น ไม่อาจกระทำได้ เนื่องจากผู้เรียกร้องไม่อาจไว้วางใจในมาตรฐานการติดตั้งหรือสภาพของอะไหล่เดิมที่ผู้คัดค้านเก็บรักษาไว้ อีกทั้งการถอดเข้าถอดออกย่อมทำให้รถยนต์ช้ำชอกหรือเกิดความเสียหายเพิ่มเติม
ดังนั้น เพื่อเป็นการชดเชยความเสียหายจากการที่ผู้คัดค้านนำรถไปดัดแปลงโดยไม่ได้รับอนุญาต และเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นซ้ำซ้อนจากการรื้อถอน จึงวินิจฉัยให้ บรรดาอุปกรณ์ตกแต่ง ล้อแม็ก และส่วนควบทั้งปวงที่ติดอยู่กับตัวรถ ณ วันที่ผู้เรียกร้องได้รับรถคืน ตกเป็นสิทธิและกรรมสิทธิ์ของผู้เรียกร้องโดยสมบูรณ์ ผู้คัดค้านไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ถอดคืนหรือเรียกร้องมูลค่าชดเชยใดๆ ทั้งสิ้น
๕.๓ ภาระหน้าที่ในหนี้สินค้างชำระ
หากปรากฏว่ามีค่าปรับ ค่าติดตามทวงถาม หรือหนี้สินอื่นใดที่เกิดขึ้นกับบริษัทไฟแนนซ์หรือหน่วยงานราชการ (อาทิ ใบสั่งจราจร) ในช่วงระหว่างวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๖๘ ถึงวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๖๘ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้คัดค้านครอบครองรถยนต์ ให้ถือเป็นความรับผิดชอบส่วนตัวของผู้คัดค้านทั้งสองที่จะต้องชดใช้คืนแก่ผู้เรียกร้องจนครบถ้วน
วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นที่ ๕: ผู้เรียกร้องมีสิทธิริบเงินดาวน์ เงินค่างวด และเงินผลประโยชน์อื่นใดที่ได้รับชำระมาแล้วทั้งสิ้นไว้เป็นค่าเสียหาย โดยไม่ต้องคืนให้แก่ผู้คัดค้าน และให้บรรดาอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ทั้งหมดตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เรียกร้อง โดยให้ยกคำร้องของผู้คัดค้านที่ขอคืนเงินและขอคืนทรัพย์สินดังกล่าว
ประเด็นวินิจฉัยที่ ๖: ผู้คัดค้านต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการติดตามรถยนต์คืน ค่าซ่อมแซมฟื้นฟูสภาพ และค่าขาดประโยชน์ หรือไม่
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประเด็นนี้มีว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่ผู้คัดค้านผิดสัญญาจนกระทั่งผู้เรียกร้องได้รับรถคืนนั้น ผู้ใดต้องเป็นผู้รับผิดชอบ
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่ผู้เรียกร้องได้รับรถยนต์กลับคืนมานั้น มิใช่การส่งมอบคืนโดยดีจากผู้คัดค้าน แต่เกิดจากการที่ผู้เรียกร้องต้องขวนขวายติดตาม สืบหา และเดินทางไปดำเนินการด้วยตนเอง อันเป็นผลโดยตรงจากการผิดสัญญาและพฤติการณ์ปิดบังซ่อนเร้นของผู้คัดค้าน ทำให้ผู้เรียกร้องต้องเสียทรัพย์สินและเวลาไปในการดังกล่าว
วินิจฉัยว่า:
๑. ค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามและยึดรถคืน: การที่ผู้เรียกร้องต้องเดินทางไปยังจังหวัดเชียงใหม่ การประสานงานกับศูนย์บริการ การจ้างที่ปรึกษากฎหมาย และการดำเนินการทางเทคนิคเพื่อตรวจสอบพิกัดดาวเทียม ล้วนเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากความผิดของผู้คัดค้านทั้งสิ้น ผู้คัดค้านทั้งสองจึงมีหน้าที่ต้องร่วมกันชดใช้ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้คืนแก่ผู้เรียกร้องตามจำนวนที่จ่ายจริงหรือตามที่เห็นสมควร
๒. ค่าซ่อมแซมและฟื้นฟูสภาพรถยนต์: แม้จะได้วินิจฉัยให้ริบอุปกรณ์ตกแต่งในประเด็นที่ ๕ แล้วก็ตาม แต่หากปรากฏว่าการติดตั้งหรือรื้อถอนอุปกรณ์เหล่านั้น หรือการจอดรถทิ้งไว้เป็นเวลานานจนแบตเตอรี่เสื่อมสภาพ หรือระบบไฟฟ้าขัดข้องจากการใช้อุปกรณ์รบกวนสัญญาณคลื่นความถี่ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ตัวรถยนต์ ทำให้ผู้เรียกร้องต้องนำรถเข้าซ่อมแซมเพื่อให้กลับสู่สภาพเดิมที่สมบูรณ์พร้อมใช้งานตามมาตรฐานของโรงงานผู้ผลิต ผู้คัดค้านทั้งสองต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมทั้งหมด
๓. ค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์: ในช่วงเวลาที่รถยนต์ถูกยักย้ายถ่ายเทไปอยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอก จนกระทั่งถึงวันที่ผู้เรียกร้องได้รับรถคืนและซ่อมแซมเสร็จสิ้น ผู้เรียกร้องย่อมเสียโอกาสในการใช้สอยรถยนต์ หรือเสียโอกาสในการนำรถไปให้ผู้อื่นเช่าซื้อต่อ ผู้คัดค้านจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดประโยชน์นี้ด้วย
วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นที่ ๖: ผู้คัดค้านที่ ๑ และผู้คัดค้านที่ ๒ มีหน้าที่ต้องร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการติดตามรถยนต์คืน ค่าเดินทาง ค่าจ้างที่ปรึกษา ค่าซ่อมแซมรถยนต์ให้กลับคืนสู่สภาพเดิม และค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ให้แก่ผู้เรียกร้องตามความเป็นจริง
ประเด็นวินิจฉัยที่ ๗: ผู้ใดเป็นผู้รับผิดชอบค่าธรรมเนียม ค่าทนายความ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินกระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการ
ปัญหาข้อสุดท้ายที่ต้องวินิจฉัยมีว่า ภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการระงับข้อพิพาทในครั้งนี้ ควรตกเป็นความรับผิดชอบของฝ่ายใด
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ข้อพิพาทในคดีนี้มีมูลเหตุหลักมาจากการกระทำผิดสัญญาโดยเจตนาทุจริตของผู้คัดค้านทั้งสองแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยที่ผู้เรียกร้องได้ปฏิบัติตามสัญญาโดยสุจริตมาตลอด และได้พยายามใช้ความอดทนอดกลั้นในการติดตามทวงถามและให้โอกาสผู้คัดค้านแก้ไขเยียวยาแล้ว แต่ผู้คัดค้านกลับเพิกเฉย บ่ายเบี่ยง และกระทำการอันเป็นการปกปิดซ่อนเร้นทรัพย์สิน จนเป็นเหตุให้ผู้เรียกร้องจำเป็นต้องนำคดีเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการเพื่อรักษาสิทธิของตน
ตามหลักกฎหมายและหลักความยุติธรรม ฝ่ายที่แพ้คดีหรือฝ่ายที่เป็นต้นเหตุแห่งข้อพิพาทอันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดหรือผิดสัญญา ควรเป็นผู้รับผิดชอบภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งหมด เพื่อมิให้ฝ่ายผู้สุจริตต้องได้รับความเดือดร้อนเสียหายในทรัพย์สินส่วนตัวเพิ่มขึ้นจากการต้องมาต่อสู้คดี
วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นที่ ๗: ให้ผู้คัดค้านที่ ๑ และผู้คัดค้านที่ ๒ ร่วมกันเป็นผู้รับผิดชอบชำระค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการ ค่าธรรมเนียมสถาบัน (ถ้ามี) ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าพยานหลักฐาน และค่าทนายความหรือที่ปรึกษากฎหมายของฝ่ายผู้เรียกร้อง เต็มจำนวนตามที่จ่ายจริง โดยให้ชำระภายในกำหนดระยะเวลาที่ระบุไว้ในคำสั่งบังคับตามคำชี้ขาด
บทสรุปและคำชี้ขาด
อาศัยเหตุผลและพยานหลักฐานดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นทั้ง ๗ ประเด็น อนุญาโตตุลาการจึงมีคำชี้ขาด ดังนี้
๑. ชี้ขาดว่าสัญญาซื้อขายดาวน์และโอนสิทธิเช่าซื้อรถยนต์ ระหว่างผู้เรียกร้องกับผู้คัดค้านที่ ๑ และผู้คัดค้านที่ ๒ มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายทุกประการ ไม่ตกเป็นโมฆะ และผู้เรียกร้องมีสถานะเป็นผู้เสียหายโดยชอบธรรม มีอำนาจในการเรียกร้องและดำเนินคดีนี้อย่างสมบูรณ์
๒. ชี้ขาดว่าสัญญาเช่าซื้อและสัญญาโอนสิทธิดังกล่าว เป็นอัน "เลิกกัน" นับตั้งแต่วันที่ผู้คัดค้านที่ ๑ และที่ ๒ ได้ส่งมอบการครอบครองรถยนต์ให้แก่บุคคลภายนอกโดยทุจริต และให้สิทธิการครอบครองรถยนต์ ยี่ห้อ ฮอนด้า รุ่น ซีวิค หมายเลขทะเบียน ๕ขฒ ๖๘๓ กรุงเทพมหานคร กลับคืนมาเป็นของผู้เรียกร้องแต่เพียงผู้เดียวโดยชอบธรรม
๓. ชี้ขาดให้ริบเงินรายได้ทั้งหมด อันได้แก่ เงินดาวน์ เงินค่างวดรายเดือน เงินค่าดำเนินการล่วงหน้า และเงินอื่นใดที่ผู้คัดค้านได้ชำระให้แก่ผู้เรียกร้องมาแล้ว ให้ตกเป็นสิทธิของผู้เรียกร้องโดยเด็ดขาด เพื่อชดเชยความเสียหายจากการผิดสัญญา โดยผู้คัดค้านไม่มีสิทธิเรียกร้องคืนไม่ว่ากรณีใดๆ
๔. ชี้ขาดให้บรรดาอุปกรณ์ตกแต่ง อะไหล่ และส่วนควบทั้งปวง ที่ติดตรึงตราอยู่กับรถยนต์ ณ วันที่ผู้เรียกร้องได้รับรถคืน ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เรียกร้องโดยสมบูรณ์ ห้ามมิให้ผู้คัดค้านเรียกร้องคืน ถอดถอน หรือเรียกค่าตอบแทนใดๆ จากทรัพย์สินดังกล่าว
๕. ชี้ขาดให้ผู้คัดค้านที่ ๑ และผู้คัดค้านที่ ๒ ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย อันเกิดจากการติดตามรถยนต์คืน ค่าเดินทาง ค่าจ้างที่ปรึกษา ค่าซ่อมแซมฟื้นฟูสภาพรถยนต์จากการดัดแปลงและการใช้งาน และค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ ให้แก่ผู้เรียกร้องตามมูลค่าความเสียหายที่แท้จริง
๖. ชี้ขาดให้ผู้คัดค้านที่ ๑ และผู้คัดค้านที่ ๒ ร่วมกันชำระหนี้สินคงค้าง ค่าปรับจราจร หรือภาระหนี้อื่นใดที่เกิดขึ้นกับหน่วยงานราชการหรือบุคคลภายนอก อันเนื่องมาจากการใช้รถยนต์ในช่วงระหว่างการครอบครองของผู้คัดค้าน แทนผู้เรียกร้องจนครบถ้วน
๗. ชี้ขาดให้ผู้คัดค้านที่ ๑ และผู้คัดค้านที่ ๒ เป็นผู้รับผิดชอบค่าธรรมเนียม ค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินกระบวนพิจารณาทั้งหมดในคดีนี้แต่เพียงฝ่ายเดียว
๘. ในส่วนที่เกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ริบและค่าเสียหาย อนึ่ง แม้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันพิพาทจะยังคงเป็นของบริษัทผู้ให้เช่าซื้อ บริษัทไฟแนนซ์ ตามกฎหมาย แต่โดยเหตุที่ผู้เรียกร้องมีสถานะเป็นผู้เช่าซื้อที่มีหน้าที่ตามสัญญาในการดูแลรักษาทรัพย์และต้องรับผิดในความสูญหายหรือเสียหายของรถยนต์ต่อบริษัทผู้ให้เช่าซื้อโดยตรง ดังนั้น การชี้ขาดให้ริบเงิน ให้ชดใช้ค่าเสียหาย และให้ทรัพย์สินส่วนควบ อุปกรณ์ตกแต่ง ตกเป็นของผู้เรียกร้องในคดีนี้ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นค่าสินไหมทดแทนเยียวยาความเสียหายและชดเชยภาระหนี้สินที่ผู้เรียกร้องต้องแบกรับภาระผูกพันต่อบริษัทผู้ให้เช่าซื้อต่อไป อันเป็นการบังคับตามสิทธิครอบครองและสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายในทางแพ่งที่ผู้เรียกร้องพึงมีและพึงได้โดยชอบด้วยกฎหมาย
การบังคับตามคำชี้ขาด
คำชี้ขาดนี้ให้ถือเป็นที่สุดและผูกพันคู่กรณีทั้งสองฝ่ายนับแต่วันที่ลงลายมือชื่อ หากคู่กรณีฝ่ายใดเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามคำชี้ขาด ให้คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธินำคำชี้ขาดนี้ไปยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อขอบังคับคดีได้ทันที ตามนัยแห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พุทธศักราช ๒๕๔๕ ณ วันที่ ๑ เดือน มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ขอแสดงความนับถือ
นายศุภชาติ ตันติผล
อนุญาโตตุลาการผู้ชี้ขาด